เรียน Finance ในสิงคโปร์…ที่ไหนดัง!

เรียน Finance ในสิงคโปร์ ที่ไหนดัง Learning Curve


เรียน Finance ในสิงคโปร์ ที่ไหนดัง Learning Curve

เรียน Finance ในสิงคโปร์…ที่ไหนดัง!

สิงคโปร์คือหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก การเรียนต่อด้าน Finance (การเงิน) ที่นี่จึงตอบโจทย์ทั้งในแง่ของหลักสูตรที่เข้มข้น คอนเนกชันระดับโลก และโอกาสการทำงานหลังเรียนจบ

โดยแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยและสถาบันเด่นๆ ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก: มหาวิทยาลัยรัฐบาล (Public)มหาวิทยาลัยนานาชาติ (International Campuses) และ สถาบันเอกชน (Private) ดังนี้

 

1. มหาวิทยาลัยรัฐบาล (Public Universities)

กลุ่มนี้คือ “ตัวท็อป” ของประเทศและของโลก การแข่งขันสูงมาก ใบปริญญาการันตีโอกาสเข้าทำงานในธนาคารระดับโลก (Investment Banking) หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (Asset Management) ยักษ์ใหญ่

1.1 NUS (National University of Singapore) – NUS Business School

  • ความเด่น: ยืนหนึ่งในเอเชียและติดอันดับ #14 ของโลกในด้าน Accounting & Finance (จาก QS World University Rankings) คอนเนกชันกับสถาบันการเงินหนาแน่นที่สุด
  • หลักสูตรแนะนำ: BBA (Finance), MSc in Finance และหลักสูตรใหม่อย่าง MSc in Sustainable and Green Finance (ตอบโจทย์เทรนด์โลกยุคนี้)
  • สไตล์: เน้นวิชาการที่เข้มข้น ควบคู่ไปกับ Case Study ระดับบริหาร

.

National University of Singapore (NUS)

1.2 NTU (Nanyang Technological University) – Nanyang Business School

  • ความเด่น: โดดเด่นมากในสาย Quantitative Finance และเทคโนโลยีการเงิน ติดอันดับโลกคู่คี่มากับ NUS
  • หลักสูตรแนะนำ: MSc in Financial Engineering (สายคำนวณและคณิตศาสตร์การเงินโหดๆ ต้องที่นี่) และ MSc in Finance
  • สไตล์: ผสมผสานเทคโนโลยี ข้อมูลเชิงลึก และการวิเคราะห์เข้ากับการเงินแบบดั้งเดิม

.

NTU Singapore 2

..

1.3 SMU (Singapore Management University) – Lee Kong Chian School of Business

  • ความเด่น: เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นธุรกิจโดยเฉพาะ มีรูปแบบการสอนแบบ Interactive Seminar (ถอดแบบมาจาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย) ทำให้เด็ก SMU ขึ้นชื่อเรื่อง “ความพรีเซนต์เก่ง ดีลงานเก่ง คล่องแคล่ว”
  • หลักสูตรแนะนำ: MSc in Applied Finance และ MSc in Wealth Management (หลักสูตรการจัดการความมั่งคั่งที่ครองอันดับ 1 ในเอเชีย)
  • สไตล์: เน้นการปฏิบัติจริง การสร้างเครือข่าย และ Soft Skills ที่จำเป็นในโลกธุรกิจ

.

SMU Singapore 1

.

2. มหาวิทยาลัยนานาชาติ (International Campuses)

กลุ่มมหาวิทยาลัยระดับโลกจากฝั่งยุโรปและอเมริกาที่มาเปิดวิทยาเขต (Campus) ของตัวเองในสิงคโปร์ มอบปริญญาใบเดียวกันกับแคมปัสแม่ แต่ได้เปรียบเรื่องการเรียนรู้บริบทธุรกิจในเอเชีย

2.1 INSEAD (Asia Campus)

  • ความเด่น: หนึ่งในโรงเรียนบริหารธุรกิจ (Business School) ที่ดีที่สุดในโลก (อันดับท็อป 10 ด้าน MBA ของโลก)
  • หลักสูตรแนะนำ: Executive Master in Finance (EMFin) และ MBA (Finance Specialization)
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานแล้วและต้องการก้าวกระโดดไปสู่ระดับบริหารในระดับสากล

 

2.2 ESSEC Business School (Asia-Pacific)

  • ความเด่น: สถาบันชั้นสูง (Grand École) จากฝรั่งเศส หลักสูตร Master in Finance ของที่นี่มักถูกจัดอันดับให้อยู่ใน Top 5 ของโลกโดย Financial Times อยู่เสมอ
  • หลักสูตรแนะนำ: Global BBA (Finance track) และ Master in Finance
  • สไตล์: เน้นการเงินสไตล์ยุโรป ผสมผสานกับการฝึกงาน (Internship) ระดับนานาชาติ

.

3. สถาบันเอกชน (Private Institutes)

ทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่ต้องการความยืดหยุ่น ค่าเทอมจับต้องได้มากกว่า และเงื่อนไขการเข้าเรียนไม่กดดันเท่ามหาวิทยาลัยรัฐ จบมาได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยแม่โดยตรง

หลักสูตรส่วนใหญ่ในสิงคโปร์จะมีความกระชับ ทำให้เรียนจบเร็วกว่าปกติ เช่น ปริญญาตรี 2 ปี และปริญญาโท 1-1.5 ปี

3.1 Curtin Singapore

เป็นมหาวิทยาลัยออสเตรเลียเปิดแคมปัสเองในสิงคโปร์ เรียนจบ ป.ตรี ได้ภายใน 2 ปี

Curtin Singapore

3.2 James Cook University (JCU)

จัดเป็นมหาวิทยาลัยออสเตรเลียเปิดแคมปัสเองในสิงคโปร์เช่นกัน ชลสามารถเรียนจบ ป.ตรี ได้ภายใน 2 ปี

  •  ทุนการศึกษา: ทั้งสองสถาบันมักมีทุนส่วนลดค่าเล่าเรียน (Scholarships) สำหรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี ซึ่งสามารถช่วยลดงบประมาณส่วนค่าเล่าเรียนลงได้ประมาณ 10% – 25%
  • การทำงาน: นักศึกษาต่างชาติในสิงคโปร์ที่เรียนในสถาบันเอกชน ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานพาร์ทไทม์ ระหว่างเรียน ยกเว้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรฝึกงาน (Internship)

JCU

3.3 SIM Global Education (Singapore Institute of Management – SIM)

  • ความเด่น: สถาบันเอกชนที่ใหญ่และน่าเชื่อถือที่สุดในสิงคโปร์
  • พาร์ตเนอร์เด่นด้านการเงิน: University of London (UOL) ซึ่งตัวหลักสูตรจัดทำโดย LSE (London School of Economics and Political Science) ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และยังมีพาร์ตเนอร์อย่าง University of Birmingham (จากสถาบัน Russell Group ของอังกฤษ) และ RMIT จาก Australia
  • ข้อดี: ค่าใช้จ่ายประหยัดกว่าไปเรียนที่อังกฤษโดยตรง แต่ได้มาตรฐานเดียวกัน

SIM Singapore

3.4 LSBF Singapore (London School of Business and Finance)

  • ความเด่น: โฟกัสหลักสูตรด้าน Accounting & Finance และการเตรียมสอบวิชาชีพอย่าง ACCA
  • หลักสูตรแนะนำ: ปริญญาตรี/โท ที่ลิงก์กับมหาวิทยาลัยในอังกฤษ เช่น University of Greenwich

LSBF Singapore (London School of Business and Finance)

Kaplan โดดเด่นมากในเรื่อง “ความยืดหยุ่น (Flexibility) และคอนเนกชันสายวิชาชีพ” ตั้งอยู่ใจกลางเมือง (แถว Wilkie Edge / Odeon) เดินทางสะดวกมาก และขึ้นชื่อเรื่องการทำหลักสูตรควบคู่ไปกับการสอบใบเซอร์วิชาชีพทางการเงิน
มหาวิทยาลัยพาร์ตเนอร์เด่นด้าน Finance:
 
  • University College Dublin (UCD) – ไอร์แลนด์: ตัวนี้ฮิตมากในสิงคโปร์ เป็นมหาวิทยาลัย Triple-Crown เหมือนกัน ศิษย์เก่าในสิงคโปร์แน่นมาก มีหลักสูตรเด่นคือ BSc (Hons) in Banking and Finance
  • Murdoch University – ออสเตรเลีย: จุดเด่นคือระบบ Double Major (วิชาเอกคู่) คุณสามารถเรียนควบ เช่น Finance + Banking หรือ Finance + Cyber Security ได้ในเวลาเท่าเดิม ทำให้โปรไฟล์ดูหลากหลายขึ้น
จุดแข็งสายอาชีพ: Kaplan เป็นสถาบันที่ติวสอบพวก CFA (Chartered Financial Analyst) และ ACCA รายใหญ่ของสิงคโปร์อยู่แล้ว สภาพแวดล้อมจึงเอื้อต่อคนที่อยากสอบใบเซอร์วิชาชีพเหล่านี้ควบคู่ไปกับปริญญาตรี
เหมาะสำหรับ: คนที่ชอบความคุ้มค่า อยากเรียนจบไว (บางหลักสูตรจบได้ใน 16-18 เดือนหลังจบดิพโพลมา) หรืออยากได้ปริญญาเอกคู่เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน
.
Kaplan
สถาบันนี้ได้รับฉายาว่า “The Academy of the Future” จุดเด่นของ PSB คือความ “เน้นการทำงานจริง (Practical & Employability)” และการมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง มีระบบ Career Portal ที่ช่วยหางานค่อนข้างดี
มหาวิทยาลัยพาร์ตเนอร์เด่นด้าน Finance:
.
  • The University of Newcastle (UON) – ออสเตรเลีย: มหาวิทยาลัยท็อป 200 ของโลก ได้รับการรับรองจาก AACSB หลักสูตร Bachelor of Business (Major in Finance / Accounting) ของที่นี่เน้นเคสจริงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
  • Coventry University – อังกฤษ: มหาวิทยาลัยสายโมเดิร์นที่เน้นความร่วมมือกับภาคธุรกิจ มีหลักสูตร BSc (Hons) in Accounting and Finance ที่อัปเดตเนื้อหาตามเทรนด์การเงินยุคใหม่
จุดแข็งสายอาชีพ: PSB มี “Industry Advisory Panels” หรือคณะกรรมการที่ปรึกษาที่เป็นผู้บริหารจริงจากบริษัทการเงินคอยมาช่วยดูหลักสูตร ทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่คุณเรียนคือสิ่งที่ตลาดแรงงานในปัจจุบันกำลังต้องการจริงๆ
เหมาะสำหรับ: คนที่เน้นการเรียนแบบไม่ทฤษฎีจ๋า ชอบทำโปรเจกต์ และต้องการการซัพพอร์ตเรื่องการหางาน/ฝึกงานหลังจากเรียนจบ
.

PSB Singapore

บทสรุปเพื่อการวางแผนงบประมาณ

  • ถ้าเน้นประหยัดเวลาและงบประมาณที่สุด: คณะบริหารธุรกิจ/การเงินของ Coventry @ PSB หรือ Murdoch @ Kaplan สามารถทำให้คุณเรียนจบ ป.ตรี ได้ในราคาเริ่มต้นประมาณ 24,000 – 34,000 SGD (ประมาณ 6 แสน – 9 แสนบาทไทย) ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี
  • ถ้าต้องการความบาลานซ์ระหว่างชื่อเสียงระดับโลกและราคา: UOL @ SIM (แบรนด์ LSE) หรือ University of Birmingham @ SIM ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า ได้ปริญญาอังกฤษแท้ๆ ในราคาประมาณ 38,000 – 46,000 SGD (ประมาณ 1 ล้าน – 1.2 ล้านบาทไทย)
  • ถ้าเน้นสุดยอดคอนเนกชันและโปรไฟล์สูงสุด (ไม่เกี่ยงงบ): สอบเข้า The Big Three (NUS, NTU, SMU) ให้ได้ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนรวมค่ากินอยู่ตลอด 4 ปี ราวๆ 2 – 3 ล้านบาทขึ้นไป แต่โอกาสเทิร์นโอเวอร์กลับมาเป็นเงินเดือนสตาร์ตอัปใน Financial Hub อย่างสิงคโปร์ถือว่าคุ้มค่ามาก

 

 

เจาะลึก 5 คำถามคาใจ : เรียน Finance ที่สิงคโปร์คุ้มจริงไหม หรือแค่แฟชั่นตามเทรนด์?

เรียนสถาบันเอกชน (SIM, Kaplan, PSB) จบมาใบปริญญาจะศักดิ์สิทธิ์พอไหม? บริษัทใหญ่ๆ จะยอมรับหรือเปล่า?
ต้องยอมรับก่อนว่าถ้าเป้าหมายของคุณคือธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก (เช่น Goldman Sachs หรือ J.P. Morgan) ในตำแหน่ง Investment Banker กลุ่มมหาลัยรัฐ (NUS, NTU, SMU) จะได้เปรียบกว่าเพราะเป็น Target School หลัก
แต่! ไม่ได้แปลว่าจบเอกชนจะหมดสิทธิ์ เพราะปริญญาที่คุณได้จาก SIM, Kaplan หรือ PSB ไม่ใช่ปริญญาของสถาบันเอกชนสิงคโปร์ แต่มันคือปริญญาใบเดียวกันกับมหาวิทยาลัยแม่ในอังกฤษหรือออสเตรเลีย (เช่น University of London, University of Birmingham, UCD) ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกอยู่แล้
ในสิงคโปร์และไทย บริษัทข้ามชาติ (MNCs), ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์จำนวนมากเปิดรับเด็กจบจากสถาบันเอกชนเหล่านี้อย่างกว้างขวาง สิ่งสำคัญที่จะตัดสินว่าคุณจะได้งานไหมไม่ใช่แค่ชื่อสถาบัน แต่คือ “ผลงานการฝึกงาน (Internship)” และคอนเนกชันที่คุณสร้างระหว่างเรียนต่างหากค่ะ
ไม่ได้เก่งเลขขั้นเทพ หรือไม่ได้จบสายวิทย์-คณิตมา จะเรียน Finance ที่สิงคโปร์รอดไหม?
รอดแน่นอนค่ะ! หลายคนชอบติดภาพว่าเรียนการเงินต้องนั่งแก้สมการแคลคูลัสขั้นสูงทั้งวัน ซึ่งนั่นมันคือสาย Quantitative Finance (วิศวกรรมการเงิน) ที่เน้นการสร้างโมเดลคณิตศาสตร์
แต่หลักสูตรการเงินส่วนใหญ่ เช่น Corporate Finance (การเงินองค์กร) หรือ Wealth Management (การจัดการความมั่งคั่ง) จะเน้นไปที่ตรรกะ (Logic) การวิเคราะห์งบการเงิน ความเข้าใจในธุรกิจ และการมองแนวโน้มตลาด ซึ่งใช้คณิตศาสตร์ระดับพื้นฐาน สถิติ และการคิดเลขทั่วไป สิ่งที่คุณต้องพกมาคือ “หัวการค้า” และ “ทักษะการวิเคราะห์” ไม่ใช่สูตรฟิสิกส์ค่ะ ขอแค่เปิดใจและขยันฝึกฝน เรียนรอดชัวร์!
โอกาสได้งานทำที่สิงคโปร์หลังเรียนจบมีมากแค่ไหน? เด็กไทยมีสิทธิ์ลุ้นไหม?
มีสิทธิ์ แต่คุณต้อง “วิ่ง” มากกว่าคนอื่น
สิงคโปร์ต้อนรับคนเก่งจากทั่วโลกเสมอ แต่กฎหมายการออกวีซ่าทำงาน (Work Pass) ค่อนข้างเข้มงวดเพื่อคุ้มครองคนในประเทศของเขา ดังนั้น ถ้าคุณเรียนจบแล้วเพิ่งเริ่มร่อนใบสมัครงาน… บอกเลยว่ายากค่ะ
คีย์เวิร์ดสู่ความสำเร็จคือ “การฝึกงาน” สถาบันอย่าง SIM หรือ PSB มีเครือข่าย Career Centre ที่แข็งแกร่งมาก คุณต้องใช้ประโยชน์จากตรงนี้ในการหาที่ฝึกงานตั้งแต่ปี 2 หรือปี 3 ถ้าคุณโชว์ฟอร์มได้ดีตอนฝึกงาน บริษัทมักจะยินดีสปอนเซอร์วีซ่าทำงานให้คุณอยู่ยาวหลังเรียนจบ ตัวอย่างเด็กไทยที่ได้ทำงานต่อในสิงคโปร์ส่วนใหญ่โตมาจากเส้นทางนี้ทั้งนั้นค่ะ
สิงคโปร์ค่าครองชีพแพงหูฉี่! มีทุนการศึกษาช่วยไหม แล้วต้องเตรียมงบไว้เท่าไหร่?
ค่าครองชีพแพงจริง (โดยเฉพาะค่าเช่าห้อง) แต่เมื่อคำนวณ “องค์รวม” แล้ว บางครั้งยังประหยัดกว่าไปอังกฤษหรืออเมริกาค่ะ
เนื่องจากหลักสูตรเอกชนในสิงคโปร์เป็นแบบ Fast-track (เรียนอัดแน่นจนจบ ป.ตรี ได้ใน 1.5 – 2.5 ปี) ทำให้คุณประหยัดค่ากินอยู่ไปได้เยอะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ต้องเรียน 3-4 ปี โดยงบรวมค่าเทอมและค่ากินอยู่จะอยู่ที่ประมาณ 800,าม – 1.2 ล้านบาทต่อปี (ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและไลฟ์สไตล์)
ส่วนเรื่อง ทุนการศึกษา สถาบันเอกชนอย่าง SIM, Kaplan และ PSB มักจะมีทุนส่วนลดค่าเล่าเรียน (Scholarship/Bursary) ให้กับนักศึกษาต่างชาติที่มีผลการเรียนดี หรือบางครั้งก็มีโปรโมชั่นส่วนลดค่าสมัครเรียนและค่าเทอมในแต่ละรอบปีการศึกษา ซึ่งช่วยเซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะมากค่ะ
ปริญญาจากอังกฤษ/ออสเตรเลียเหมือนกัน ทำไมต้องเลือกเรียนที่สิงคโปร์? ไปประเทศแม่ไม่ดีกว่าเหรอ?
3 เหตุผลสั้นๆ คือ ใกล้บ้าน, ปลอดภัย, และตลาดยังโตในเอเชีย
1. ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา: ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับหลักพัน ไม่มี Jet Lag คุณแม่บินมาหาได้ใน 2 ชั่วโมง และเรียนจบเร็วกว่า ทำให้ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานและเริ่มหาเงินได้ไวกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน
2. ความปลอดภัยระดับโลก: สิงคโปร์คือหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก คุณพ่อคุณแม่สบายใจหายห่วง
3. ศูนย์กลางของ Action: ปัจจุบันเม็ดเงินและเศรษฐกิจโลกกำลังหมุนมาทางฝั่งเอเชีย การเรียน Finance ในสิงคโปร์ทำให้คุณได้คลุกคลีกับเคสธุรกิจจริงในเอเชีย ได้เน็ตเวิร์กกับคนในภูมิภาคนี้ ซึ่งตอบโจทย์มากหากคุณคิดจะกลับมาเติบโตหรือทำงานในไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังจากนั้น
.
.

ปรึกษาแนวทางที่เหมาะกับลูกคุณได้ที่

Yaadakul Praekunvanich (P’Bobbie)

Education Consultant

Direct Mobile No. : 065-562-6464 หรือคลิกปุ่ม

Line ID : @learningcurve หรือคลิกปุ่ม

Line@Learning Curve

 

ติดต่อ 0-2943-8380
คลิกเพื่อโทร