| มารู้จักกับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกกัน
|
San
Francisco จัดเป็นเมืองหนึ่งที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คน
และวัฒนธรรมของคนซึ่งอาศัยอยู่รวมกันในเมือง คุณจะเห็นคนต่างเชื้อชาติต่างภาษามากมาย
ทั้งคนจีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน รัสเซีย ไอริช สเปน กรีก ฟิลิปปินส์ ไทยและชนชาติอื่น
ๆ ซึ่งต่างอยู่ร่วมกันและผสมผสานวัฒนธรรมของตนทั้งภาษา อาหาร และศิลปะอย่างกลมกลืน
สิ่งเหล่านี้เองทำให้ San Francisco เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและเป็นเมืองที่ถูกจัดว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก
เราลองมาสำรวจกันว่าเมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งที่น่าสนใจอะไรบ้าง
Union
Square สวรรค์นักช้อป
ถ้าพูดถึงการช็อปปิ้งสำหรับผู้รักของมียี่ห้อทั้งหลาย Union Square ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง
San Francisco จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่ ๆ เพราะว่าร้านรวงต่าง ๆ เช่น
Gucci, Chanel, Louis Vuitton, Hermes รวมถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เช่น
Neiman Marcus, Saks, Macys เป็นต้น ต่างเรียงรายกันให้บรรดานักช็อปทั้งหลายเข้าไปจับจ่ายใช้เงินอย่างสนุกสนาน
Union Square นอกจากจะเต็มไปด้วยร้านค้าชั้นสูงแล้ว ยังอยู่ใกล้กับ Financial
Disrtict ซึ่งจัดเป็นแหล่งทำงานของหนุ่มสาว office อีกด้วยและเต็มไปด้วยตึกสูงต่าง
ๆ เช่น ตึก Bank of America, ตึก Transamerica (หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองนี้)
เป็นต้น ดังนั้นในช่วงกลางวันย่านนี้จึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและหนุ่มสาวออฟฟิสทั้งหลาย
จึงมีร้านอาหารมากมายให้คุณได้ลิ้มลอง ถ้าคุณชอบอาหารไทย Union Square
ก็มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือรสเลิศให้เราชาวไทยได้อิ่มอร่อยด้วยราคามิตรภาพด้วย
รสชาติก็ไม่แพ้ก๋วยเตี๋ยวเรือในเมืองไทยเลยแม้แต่น้อย นอกจากนั้นก็มีร้านอาหารเอเชียต่าง
ๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดียให้คุณได้ลิ้มลองอีกด้วย
| "Union
Square นักช้อปทั้งหลาย ไม่มาไม่ได้" |
ถ้าคุณเป็นคนชอบสถาปัตยกรรม
พลาดไม่ได้ที่จะเยี่ยมชมบ้านเลขที่ 140 Maiden Lane ซึ่งเป็นตึกที่ได้รับการออกแบบโดย
Frank Lloyd Wright ที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1948 และจัดเป็นสถาปัตยกรรมเพียงหนึ่งเดียวของ
Frank Lloyd Wright ใน San Francisco
| Chinatown,
เยาวราชใน San Francisco
|
Chinatown
อยู่ไม่ไกลนักจาก Union Square ถ้าคุณเดินไปตามถนน Grant ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่ที่สุดในเมือง
คุณจะมองเห็นประตูทางเข้าที่เรียกว่า Dragon Gate หรือ ประตูมังกรได้โดยง่าย
ที่นี่จัดเป็น Chinatown ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา (จะเป็นรองก็แต่
Chinatown ใน New York) ย่านนี้ถือเป็นสวรรค์ของชาวเอเชียอย่างพวกเรา
เพราะว่านอกจากคุณจะหาซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศต่าง ๆ
ในเอเชียซึ่งรวมถึงของไทยเราด้วยแล้ว ยังมีร้านอาหารจีนทั่วทั้งถนนให้คุณได้อิ่มอร่อยในราคากันเองสุด
ๆ ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่ เกี๊ยว หมูแดง เป็ดย่าง ติ๋มซำ แล้วก็ยังมีอาหารสด
พวกกุ้ง หอย ปู ปลา หรือผลไม้สด ๆ ให้เลือกซื้อทานกันด้วย รับรองว่าถ้าคุณกำลังคิดถึงบ้านที่นี่จะทำให้คุณลืมเมืองไทยไปได้พักใหญ่
ๆ ทีเดียว
นอกจากนั้น Chinatown ที่นี่ยังเป็นที่ที่ใช้ในการถ่ายทำหนัง Hollywood
หลายเรื่องทีเดียว เช่น Indiana Jones and the Temple of Doom, Karate
Kid 2 เป็นต้น
| "Chinatown
ช่วยให้หายคิดถึงบ้านได้ไม่น้อยทีเดียว" |
และที่สำคัญถ้าคุณได้ไปเยือน Chinatown อย่าลืมไปเยี่ยมชม Golden Gate
Fortune Cookie Company ที่ 56 Ross Alley เพื่อดูการทำ Fortune Cookie
(คุ้กกี้สอดใส้คำทำนาย ซึ่งคุณจะได้รับหลังจากทานอาหารจีนทุกแห่ง) หรืออาจจะซื้อติดไม้ติดมือมาด้วยก็ได้นะ
จะได้ลองฝึกภาษาอังกฤษจากคำทำนายเหล่านั้นไปด้วย
North
Beach หรือ Little Italy
อยู่ตรงกลางระหว่าง
China Town กับ Fishermans Wharf ที่นี่เป็นแหล่งรวมชาวอิตาเลียนในเมืองนี้
จะมีทั้งร้านอาหาร Italian รสดั้งเดิม ร้ายขายขนม และร้านกาแฟชื่อดังที่อร่อยเลิศมากมายตลอดสองข้างถนน
Columbus และที่สำคัญยังมีร้านไอศครีม Gelato ชื่อดังของอิตาลีให้คุณได้ลองลิ้มรสชาติแท้
ๆ อีกด้วย และนอกจากร้านขายของกินต่าง ๆ ก็ยังมีร้านเสื้อผ้า เครื่อประดับที่มี
design เก๋ ๆ สไตล์ยุโรปให้เลือกช้อปกันด้วย แต่ว่าราคาก็แพงโยอยู่นะ
ใครเป็นนักช้อปก็ลองแวะไปย่านนี้ดู รับรองว่าจะเจอของถูกใจติดไม่ติดมือกลับบ้าน
| "Italian
Lovers เชิญทางนี้" |
ใจกลางของ Little Italy จะเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อม (Washington Square)
ที่เป็นที่ตั้งของ Church of Saints Peter & Paul ที่งดงาม ลองเข้าไปชมโบสถ์ของเขาหลีกหนีความวุ่นวายข้างนอกสักพักก็ดีนะ
ส่วนใครที่ชอบดูละคร ห้ามพลาด Beach Blanket Babylon เด็ดขาด เพราะถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องทำเมื่อมาเมืองนี้
ละครที่นี่เป็นละครเสียดสีและล้อเลียนสังคมอเมริกันและเหตุการณ์ปัจจุบัน
รวมถึงคนดังของอเมริกา แต่ที่เด่นก็คือเครื่องแต่งกายที่อลังการมาก
ๆ โดยเฉพาะหมวดที่ทำเป็นรูปสัญลักษณ์ของที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ แล้วก็ใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าคนสวมหมวกจะเดินไหว
เช่นหมวกยักษ์ที่ทำเป็นรูป Golden Gate Bridge และสัญลักษณ์อื่น ๆ
ของเมืองนี้อีกมากมาย ละครนี้เขาเล่นกันที่ Club Fugazi อย่าลืมจองที่เอาไว้ก่อนล่ะ
เพราะที่นั่งมักจะเต็ม
| Fishermans
Wharf, แหล่งรวมนักท่องเที่ยว
|
Fisherman's
Wharf เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ริมน้ำที่สำคัญของเมืองนี้ แต่ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเป็นแหล่งรวมความบันเทิงของครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งใน
San Francisco เพราะนอกจากจะเป็นที่จอดเรือของชาวประมงแล้ว ยังติดกับ
Pier 39 หรือ ท่าเรือเลขที่ 39 ที่เต็มไปด้วยร้านค้า สวนสนุกขนาดย่อม
และร้านอาหารเช่น Pier Restaurants, Hard Rock Cafe และยังมี Aquarium
of the Bay หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีสัตว์ทะเลนานาชนิด (แต่ถ้าคุณมีเวลาและอยากดู
aquarium ดี ๆ ให้ไปที่ Monterey Bay Aquarium ดีกว่าเพราะมีสัตว์น้ำสวย
ๆ แปลก ๆ มากมาย) Pier 39 ยังเป็นที่อยู่และที่อาบแดดของเหล่าสิงโตทะเล
ที่มาอวดโฉมร้องส่งเสียงดังสร้างสีสันให้กับย่านนี้เป็นอย่างมาก
สำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารทะเลทั้งหลาย ต้องมาลองอาหารทะเลสด ๆ ที่นี่
ซึ่งมีทั้งเบอร์เกอร์กุ้ง เบอร์เกอร์ปู หรือพาสตาลอบสเตอร์ เป็นต้น
ตลอดย่าน Fishermans Wharf จะเต็มไปด้วยร้านอาหารทะเลที่นึ่งสด ๆ
ให้เห็นกันจะจะ มีทั้งกุ้งนึ่ง ปลาหมึกชุบแป้งทอด ปูนึ่ง (Dungenese
Crab ซึ่งเป็นปูที่มีรสชาติอร่อยและเนื้อเยอะมาก มีชื่อเสียงมากในแถบ
California) เวลาจะทานก็จะจิ้มกับน้ำจิ้มที่ทำจากเนยผสมกับน้ำมะนาว
แปลกไปอีกแบบ (แต่ของบอกว่าน้ำจิ้ม seafood บ้านเราแซ่บกว่าเยอะเลยล่ะ)
แล้วที่ขาดไม่ได้ก็ต้องเป็นซุปหอยลายหรือ (Clam Chowder) ที่ใส่ลงไปในขนมปังเปรี้ยวหรือ
sourdough ที่จะตัดหัวแล้วเอาใส้ออกเพื่อทำเป็นภาชนะใส่ซุปจัดเป็นซุปจานเด็ดของ
San Francisco ทีเดียว ถ้าไม่รู้จะลองร้านไหน ก็ลองร้านขายขนมปังชื่อดังชื่อ
Boudin ที่มีอยู่ทั่วเมือง แต่ในย่านนี้อยู่ใกล้กับทางเข้า Pier 39
| "ใครที่ชอบเที่ยวสนุก
กินอร่อย ภายในหนึ่งวัน ต้องมาที่นี่" |
ถัดจาก Pier 39 ก็เป็น Pier 41 โครอยากไปเที่ยวเกาะ Alcatraz ที่เป็นคุกเก่าแก่ของ
USA ก็ต้องมาจองตั๋วข้ามเกาะที่นี่แหละ เรือที่จะข้ามไปก็เป็นเรือ
Blue and Gold Fleet เท่านั้น เดินเลยไปอีกหน่อยก็เป็น Ghirardelli
Square ที่มีทั้งร้านไอศกรีมรสเลิศและช็อคโกแลตชื่อดังที่สุดในเมืองนี้
ในร้านนอกจากจะทีทีนั่งให้ได้ทานไอศครีมแล้ว ยังมีเครื่องทำช็อคโกแลตที่บดกันให้เห็นกันชัด
ๆ หาดูไม่ได้ที่ไหนง่าย ๆ นะ แล้วถ้าใครอยากชิมช็อคโกแลต เขาก็มีให้ชิมฟรีตรงทางเข้าร้านด้วย
ใครอยากชิมหลายครั้งจะเดินเข้า-ออกบ่อย ๆ ก็ไม่มีใครว่า
นอกจากสถานที่ต่าง ๆ ที่พูดถึง ในย่านนี้ ยังมี Street Art หรืองานศิลปะจากศิลปินข้างทางมากมาย
ดูสวยน่ารักทีเดียว แต่ว่าราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ เลยนะ สรุปแล้วถ้าคุณมีเวลา
ใช้เวลา 1 วันเต็ม ๆ ทีนี่ ได้เดินเล่น ช้อปปิ้ง ทานอาหรอร่อย ๆ ก็มีความสุขได้ตลอดวันแล้ว
ก็เลยไม่น่าแปลกใจเลยว่าที่นี่จะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายตลอดเวลา
ถ้าอยากจะมาที่นี่ก็ง่ายนิดเดียว วิธีที่ดีที่สุดก็ขึ้นรถราง (Cable
Car) เลือกคันที่มาสุดสายที่ Fishermans Wharf ก็ละกัน ถามคนขับรถรางดูก็ได้
นอกจากจะได้มาเที่ยวที่นี่แล้ว ตลอดทางที่นั่งรถรางก็ได้ดูวิวที่สวยงามน่ารักของเมืองนี้อีกด้วย
เพลินไปอีกแบบ
| Alcatraz,
คุกชื่อดังของ San Francisco
|
ถ้าพูดถึง Fishermans Wharf แล้วจะลืม Alcatraz
ที่เป็นคุกเก่าแก่และมีชื่อเสียงทีสุดแห่งหนึ่งในอเมริกาไปก็จะดูขาด
ๆอะไรไปหน่อย Alcatraz เป็นภาษาสเปน แปลว่า นกทะเล เพราะแถวนี้เป็นแหล่งอาศัยของนกทะเลจำนวนมาก
ถ้าคุณข้ามฝั่งไปเกาะนี้ คุณจะได้เห็นวิถีชีวิตของคนคุกสมัยก่อนรวมถึงลักษณะของคุกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคุกที่แน่นหนาที่สุด
เพราะคุกนี้ไม่เคยมีประวัตินักโทษแหกคุกได้เลย ไม่ใช่อะไรหรอก ก็น้ำรอบเกาะออกจะเย็นจนนักโทษว่ายข้ามเกาะมาไม่ได้
ในคุกนี้ เขาจัดกันเป็นระเบียบทีเดียว ถ้าใครสนใจจริง ๆ ก็เช่าเครื่องเล่นคล้ายเครื่องเล่นเทปพร้อมหูฟังที่เขาจะบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับคุกนี้
เขาจะเล่าเป็นฉาก ๆ ในขณะที่ให้เราเดินตามลูกศรไปเรื่อย ๆ เขาเรียกกันว่า
(Audio Tour) ใช้เวลาไม่มากแต่รู้หมดคุกเลยล่ะ แต่ถ้าใครไม่อยากฟังหรือฟังไม่ออกก็ไม่ต้องไปเสียเงินหรอก
แค่เดินเล่นเฉย ๆ ก็คุ้มแล้ว เพราะเขาจะมีบอร์ดเขียนถึงเรื่องราวและความเป็นไปต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย
| "Alcatraz
เป็นคุกที่ไม่เคยมีใครแหกคุกได้เลย" |
ที่นี่ยังเป็นเกาะที่ใช้ถ่ายหนังหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องที่เรารู้จักกันก็น่าจะเป็น
The Rock แสดงโดย Sean Connery กับ Nicholas Cage ฟังอย่างนี้แล้ว
ถ้าอยากไปก็ต้องไปที่ Pier 41 ไปจองตั๋วเรือ Blue and Gold Fleet เท่านั้น
แต่ตั๋วอาจเต็มง่าย ๆ นะ ทางที่ดีก็จอง online ก่อนไปละกัน หรือไม่ก็ไปแต่เช้า
คุณอาจได้ตั๋วรอบบ่าย แล้วก็ใช้ช่วงเช้าเดินเล่นแถวนั้นก่อน และที่สำคัญ
อย่าลืมใส่เสื้อกันลมหรือเสื้อกันหนาวด้วยนะ เพราะที่นี่ลมแรงมาก เดี๋ยวจะหมดสนุกและพลาดโอกาสที่จะได้เห็น
San Francisco ที่แสนจะสวยงามอีกมุมหนึ่งจากเกาะนี้ด้วย
| Lombard
Street, ถนนที่คดเคี้ยวที่สุดในโลก |
Lombard
Street ตั้งอยู่ใน Russian Hill ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการมาที่นี่
เพราะว่าต้นไม้ต่างแข่งกันออกดอกแย่งกันโชว์ความงามไปตามถนนที่แสนจะคดเคี้ยวนี้
ถ้าคุณขับรถไปก็อย่าลืมลองขับรถลงถนนเส้นนี้ดูจะได้ไปคุยกับเขาได้ว่าเคยขับรถบนถนนที่คดเคี้ยวที่สุดในโลกมาแล้ว
แต่ถ้าไม่มีรถ ก็ไปไม่ยาก แค่ขึ้นรถรางสาย Powell-Hyde ก็จะไปจอดที่หัวถนนพอดิบพอดี
คุณจะได้เห็นถนนนี้จากมุมบน แล้วก็ยังได้เห็นวิวของเมืองนี้ที่สวยมาก
ๆ อีกมุมหนึ่งด้วย แต่จะให้สวยก็เดินลงไปด้านล่างแล้วถ่ายรูปจากมุมข้างล่างขึ้นมา
คุณก็จะเห็นถนนเส้นนี้จะจะ ว่าคดขนาดไหน ใครมาเมืองนี้ไม่มาที่นี่ก็ถือว่าไม่ถึงเหมือนกัน
Marina,
ที่ชุมนุมเรือยอร์ช
Marina เป็นแหล่งคนรวยของเมืองนี้
ย่านนี้จะอยู่ติดกับอ่าว San Francisco จึงมีเรือจอดอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นเรือ
yatch หรือ เรือใบ ที่นี่จะเป็นแหล่งรวมคนรักการออกกำลังกาย เพราะในช่วงเย็นจะมีคนมาก
jocking เล่น volleyball มากมาย บางที่ก็เห็นคนมานั่งปิกนิก เล่นว่าวกันบ้างในช่วงที่อากาศดี
ๆ เพราะว่าเขามีสนามหญ้ากว้าง โดยมีวิวพาโนรามาที่เห็นอ่าว San Francisco
โดยรอบและก็ไม่มีตึกสูงมาบดบังทัศนียภาพด้วย ในช่วงที่มีงานจุดพลุ ที่นี่จะเต็มไปด้วยผู้คนมานั่งดูพลุดูไฟกัน
ถ้าคุณมีเวลาก็อย่าลืมมาย่านนี้ แค่เดินดูบ้านสวย ๆ ของพวกเศรษฐีก็คุ้มแล้ว
เห็นแล้วก็อยากมีไว้ครอบครองเองสักหลัง
| "Marina
แหล่งคนรวย บ้านสวยทุกหลัง" |
ใกล้ ๆ กันก็มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกที่คือ Palace of Fine Art ที่ถูกสร้างขึ้นในปี
1915 สำหรับงาน The Panama Pacific International Exhibition ซี่งเป็นสถาปัตยกรรมกรีกโรมัน
และตั้งอยู่ติดริมบึงที่ดูสวยน่ารักไปอีกแบบ ติดกับที่นี่ก็จะมีพิพิธภัณฑ์
Exploratorium ที่เป็นแหล่งรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เราสามารถจะไปทดลองและจับต้องด้วยตัวเอง
เพราะเขาจะเน้นให้เด็ก ๆ และคนชมงานมีโอกาสจับต้อง สัมผัสและทดลองความน่าทึ่งของวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเอง
จะได้จำได้ไปนาน ๆ โดยปกติแล้วที่นี่จะมีวันให้เข้าฟรี ทุกวันพุธแรกของเดือน
ลองวางแผนดูละกันจะได้ไม่ต้องเสียเงินไง Coit
Tower, สถานที่ชมวิวสวยสุด ๆ
อยู่บน
Telegraph Hill ใกล้กับ North Beach ที่นี่เป็นแหล่งชมวิวของเมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง
เพราะคุณจะได้เห็นวิวของเมืองโดยรอบ 360 องศา ทั้ง Bay Bridge ที่เป็นสะพาน
2 ชั้นที่งดงาม ก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม อีกทั้งยังเห็น Golden Gate Bridge
ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย Coit Tower นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคของ
Lilly Hitchcock Coit เพื่อเพิ่มความงดงามให้กับตัวเมือง เชื่อกันว่า
รูปร่างของ Coit Tower นี้เหมือนกับท่อฉีดน้ำดับเพลิง เพราะคุณ Lilly
เธอชื่นชมเหล่านักดับเพลิงผู้กล้าหาญที่อุทิศตนในการดับเพลิงช่วงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี
1936
| Golden
Gate Bridge, สะพานสีแดงสด สัญลักษณ์ของ San Francisco
|
ถัดจาก Marina ไปทางทิศตะวันตกก็จะเป็น Golden Gate Bridge
ที่เชื่อมระหว่าง San Francisco กับ Marine County สะพานนี้สร้างเสร็จในปี
1937 ตอนแรกคนไม่คิดว่าสะพานนี้จะสร้างได้ เพราะว่าในเมืองนี้จะมีหมอกมากบวกกับลมที่แรก
(ประมาณ 60 ไมล์ หรือเกือบ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) อีกทั้งคลื่นก็แรงซึ่งอาจมีผลต่อการสร้างสะพาน
แต่ในที่สุดก็สร้างสำเร็จด้วยเงิน 35 ล้านเหรียญ สะพานนี้ยาว 1.2 ไมล์
หรือประมาณ 1.92 กิโลเมตร และใช้เวลาสร้างกว่า 4 ปี แต่ที่น่าเศร้าคือมีคนงานเสียชีวิตจากการสร้างสะพานนี้ถึง
11 คน
ถ้าคุณมีเวลาอยู่ในเมืองนี้นานหน่อย คุณจะได้เห็น สะพานนี้ในมุมมองที่แตกต่างกัน
ทั้งในวันหมอกมากซึ่งจะเห็นเฉพาะตีนสะพานเท่านั้น หรือในวันที่อากาศสดใสที่จะเป็นสะพานสีส้มแดงนี้ตั้งตระหง่านงดงามมาก
ๆ และถ้าคุณได้ข้ามไปยังฝั่ง Marine คุณจะได้เห็นสะพานในอีกมุมหนึ่งที่มีตัวเมือง
San Francisco เป็น background สวยมาก ๆ
| "อยากดู
Golden Gate Bridge ให้สวย ต้องดูหลาย ๆ มุม" |
สีของสะพานเป็นสีส้มแดงเพราะว่าเป็นสีที่เข้ากับธรรมชาติและสภาพแวดล้อมโดยรอบของสะพานได้ดี
วิธีที่จะดูสะพานที่ดีที่สุดคือ ขี่จักรยานหรือเดินข้ามสะพานไปยังฝั่งตรงข้าม
เพราะคุณจะเห็นสะพานในหลาย ๆ มุม รวมถึงวิวโดยรอบไม่ว่าจะเป็นตัวเมือง
San Francisco หรือ Alcatraz ที่อยู่ไม่ไกลเลย แต่ที่จะลืมไม่ได้ถ้าคุณมาชมสะพานก็คือสวมเสื้อกันลมกันหนาวหน่อยนะ
เพราะลมจะค่อนข้างแรงแล้วก็เย็นด้วย เดี๋ยวจะหมดสนุกซะก่อน
| Golden
Gate Park, ปอดของชาว San Francisco
|
เมื่อพูดถึง Golden Gate Bridge บางคนอาจสับสนกับ Golden Gate
Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดใน San Francisco ทั้ง
2 แห่งเป็นคนละที่กันเลยแต่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมด้วยกันทั้งคู่
Golden Gate Park กินเนื้อที่ประมาณ 1.5 ตารางไมล์ ซึ่งจัดเป็นปอดของชาวเมืองนี้เลย
ในช่วงตอนเย็นและวันหยุด ชาวเมืองจะหลั่งไหลมาที่นี่เพื่อออกกำลังกาย
ทั้ง jocking, rollerblade, เล่น volleyball, พายเรือเล่น หรือขี่จักรยานในสวน
นอกจากจะมีต้นไม้และสถานที่พักผ่อนแบบธรรมชาติแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และสิ่งมีชีวิต
(Academy of Sciences)ที่จะมีสัตว์น้ำและตู้ปลาจำนวนมาก เช่น บ่อน้ำวนขนาดใหญ่ที่มีปลาซาร์ดีนว่ายเวียนกันเป็นฝูงที่หาดูไม่ได้ง่ายนัก
(ที่นี่เข้าฟรีทุกวันพุธต้นเดือน) ส่วนศูนย์พฤกษชาติ (Botanical Garden)
ก็มีต้นไม้แปลก ๆ จากทั่วโลกอีกด้วย และยังมี Conservatory of Flowers
(เข้าฟรีทุกวันอังคารต้นเดือน) ที่เป็นแหล่งรวมดอกไม้สวยงามมากมายและยังจัดสวนดอกไม้อย่างสวยสดงดงามให้ชมกันอีกด้วย
โครที่ชอบดูดอกไม้ก็อย่าลืมมาแวะที่นี่ก็ละกัน ส่วนทางทิศตะวันตกของ
park ที่ติดกับ Ocean Beach ก็ยังมีสวนดอกทิวลิปที่จะออกดอกสวยงามให้ได้ชมกันเฉพาะช่วงเดือน
เมษายน ถึง พฤษภาคมเท่านั้น
| "Golden
Gate Park เป็นสวนสาธารณะแห่งความรู้และการพักผ่อน" |
อีกส่วนที่จะไม่พูดไม่ได้คือ Japanese Tea Garden ที่เป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่น
มีทั้งบ่อปลาคาร์พ สวนไผ่และสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นโบราณมากมาย แต่ที่นี่จะต้องเสียค่าเข้าชมด้วยแล้วก็เปิดปิดเป็นเวลา
(เสียใจด้วย ไม่มีวันเข้าฟรี) ใครอยากชมก็เช็คเวลาดูก่อนละกัน และส่วนสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงใน
park นี้ก็คือ ฝูงควาย bison ที่ทาง park จัดให้อยู่ในคอกอย่างเป็นสัดส่วน
ที่นี่ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากทีเดียวซึ่งต่างก็มาดูควายที่หาดูได้ยาก
เพราะฝูงควายเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในป่าลึก ดังนั้นคุณจะได้สัมผัสกับความรู้สึกที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง
| เที่ยว
San Francisco ยังไงให้สนุก
|
ถ้าคุณมีเวลาน้อย
วิธีการท่องเที่ยวใน San Francisco ที่ง่ายที่สุดคือขึ้นรถไฟบนดินสาย
F ที่จะวิ่งบน Market Street โดยเริ่มตั้งแต่ Castro Street ตัดกับ
Market Street ไปสุดที่ Pier 39 ตลอดสายคุณจะได้เห็นเมือง San Francisco
ที่น่ารัก และ Downtown ที่วุ่นวาย รถไฟสาย F นี้เขาใช้รถไฟเก่าจากเมืองต่าง
ๆในอเมริกา และจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ละคันก็จะมีสีสันและรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป
เมื่อได้เห็นวิถีชีวิตของคนบน Market Street แล้วก็ลองมาขึ้นรถรางตรงหัวถนน
Powell Street ตัดกับ Market Street ดู ทุกสายจะไปสุดถนนในย่าน Fishermans
Wharf การนั่งรถรางถือเป็นสิ่งที่ต้องทำสักครั้งถ้าได้มาเที่ยวที่นี่
เพราะว่ารถรางนี้จะวิ่งขึ้นลงเขาโดยไม่ใช้น้ำมันได้อย่างน่าทึ่ง ที่สำคัญคุณจะผ่านไปตามย่านท่องเที่ยวสำคัญ
ๆ เช่น China Town, Lombard Street อีกทั้งยังได้เห็นบ้านเรือนหลากสีที่เรียงรายไปตามถนนที่ลดหลั่นกันไปดูสวยงามมากทีเดียว
| "การเดินทางใน
San Francisco ง่ายมาก ไม่ต้องมีรถก็เที่ยวและอยู่ได้อย่างสบาย" |
นอกจากแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ได้พูดถึง San Francisco ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากรวมถึงพิพิธภัณฑ์ต่าง
ๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง เช่น Asian Art Museum และ SF Museum of Modern
Art ที่เข้าฟรีทุกวันอังคารแรกของเดือน, ย่าน Nob Hill ที่อยู่ใกล้ Downtown
ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Fairmont Hotel ที่เก่าแก่ของเมืองนี้, Japan Town
ที่เป็นแหล่งรวมชาวญี่ปุ่นและร้านอาหารญี่ปุ่นมากมาย, Castro Street
แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร Fusion และเหล่า Gay, Lesbian, นอกจากนี้ยังมีแหล่ง
Shopping เก๋ ๆ อีกหลายแหล่งเช่น Haight Street, Fillmore Street, Noe
Street, Union Street, Chestnut Street และอีกมากมาย ใครชอบ Shopping
ขอแนะนำให้เดินให้ครบทุกแหล่งเพราะว่าแต่ละแหล่งจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจมาก
ๆ ถ้ามีเวลาแล้วจะมาพูดถึงย่านต่าง ๆ เพิ่มเติมให้ละกัน
การเดินทางใน San Francisco ก็สะดวกมาก ๆ ถ้ามาอยู่ที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีรถก็ได้
รถประจำทางที่เรียกว่า MUNI ก็มีหลายประเภทให้เลือก ทั้งรถเมล์ รถไฟใต้ดิน
รถไฟบนดิน หรือถ้าจะไปนอกเมืองก็มีรถไฟด่วนใต้ดินที่เรียกว่า BART ให้บริการอีกด้วย
ใครที่อยากไปเรียนที่ San Francisco แล้วต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็ติดต่อเข้ามาคุยกันได้นะ
อุณหภูมิเฉลี่ย
| |
Jan |
Feb |
Mar |
Apr |
May |
Jun |
Jul |
Aug |
Sep |
Oct |
Nov |
Dec
|
Year
|
| °C |
10.6 |
12.4 |
12.7 |
13.3 |
13.6 |
14.6 |
15.0 |
15.6 |
16.8 |
16.6
|
14.0 |
10.9 |
13.8 |
| °F |
51.1 |
54.3
|
54.9 |
55.9 |
56.5 |
58.3 |
59.0 |
60.1 |
62.2 |
61.9
|
57.2 |
51.6 |
56.8
|
โรงเรียนที่เปิดสอน
American Academy of English, San Francisco
EF International Language School, San
Francisco
GEOS Language Institute, San Francisco
Intrax International Institute,
San Francisco

|